Akira's Timeline

posted on 26 May 2012 12:53 by novacaine  in Blodwen
 
Timeline อย่างย่อของ Akira Kent
 
ส่วนหนึ่งของโปรเจคต์บลอดเวน
 
 
 
 
 
มีนา 2010
 
- ย้ายจากกรุงเทพมหานครกลับเข้าเมืองบลอดเวน
- ลงหลักปักฐานอย่างแน่นหนา 
- ไปทำธุรกรรมทางธนาคาร ได้รู้จักทัตสึมิแต่ยังไม่สนิท
 
 
 
เมษายน 2010
 
- เริ่มต้นทำงานเป็นนักจิตวิทยาในศูนย์พักฟื้นใกล้บลอดเวน
- เงินเดือนเริ่มแรกใช้ได้ทีเดียว ไม่ขัดสนเงินทอง
- แต่ยุ่งชิบ...
 
- ด้านความสัมพันธ์กับคนในเมือง เคยชวนทัตสึมิทานข้าวเย็นที่บ้าน
- รู้สึกไปเองว่าเริ่มเป็นเพื่อนกันแล้ว
- แล้วบังเอิญเจอทัตสึมิที่โรงพยาบาลในกูเกลน เลยรู้เรื่องปัญหาสุขภาพของทัตสึมิพอประมาณ
 
 
 
 
พฤษภาคม 2010 
 
- งานการเริ่มเข้าที่
- แต่ก็ยุ่งอยู่ดี...
 
- แวะเวียนไปร้านไอศกรีม Jacky Winter เป็นระยะ 
- แบบว่าเชอร์เบตที่นั่นอร่อยดี
- ก็เลยเริ่มได้พูดคุยกับเจ้าของร้าน - เอเดน ครูปิน
 
 
 
 
มิถุนายน-สิงหาคม 2010
 
- งานยุ่งหัวปั่น
 
 
 
กันยายน 2010 
 
- เกิดไอเดียเปิดบ้านทำเป็นสำนักงานให้คำปรึกษา
- เริ่มลงมือ จ้างคนมาปรับห้องรับแขกเก่าให้กลายเป็นออฟฟิศ
- ปลายเดือน เริ่มเปิดอย่างเป็นทางการ
- ผู้มารับบริการไม่เยอะนัก แต่ก็ไม่ขาดสาย
- งานเลยยุ่งกว่าเดิม orz
 
 
 
 
ตุลาคม 2010
 
- สนิทกับเอเดนมากขึ้น 
- เอเดนบอก "ร้านไอติมมักหง่อมเหงาตอนเข้าหน้าหนาว"
- อากิระเลย "งั้นฉันจะเป็นลูกค้าประจำให้คุณแล้วกัน"
- เลยแวะไปทุกวัน นั่งเล่น กินไอติม ผ่อนคลายความเครียดด้วยการลับสมองกับเอเดนเป็นระยะ
 
 
 
 
พฤศจิกายน 2010 
 
- เอเดนพาเจซีมาส่ง เด็กหลงมาขอรับบริการการให้คำปรึกษา
- เอเดนชวนอากิระไปงานเต้นรำตอนคริสมาสต์
- อากิระตกลง
 
 
 
 
ธันวาคม 2010
 
- ไปงานเต้นรำกับเอเดน
- เอเดนจับอากิระหมุนหมุน
- ความสัมพันธ์กับเอเดนในหัวอากิระ: เป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่อยู่ใกล้ใกล้แล้วสบายใจ
 
 
 
 
มกราคม - เมษายน 2011
 
- งานยุ่งหัวฟู
 
 
 
 
พฤษภาคม 2011
 
- มีโปรเจคต์ขยายศูนย์พักฟื้นมาที่บลอดเวน แต่เป็นแบบศูนย์ให้คำปรึกษาเล็กเล็ก
- อาจารย์มอบหมายให้อากิระเป็นคนบริหารศูนย์สาขาสอง
- เครียดพอประมาณ แต่ก็ท้าทายดี เลยตอบตกลง
 
 
 
 
มิถุนายน - สิงหาคม 2011
 
- ยุ่งอยุ่กับโปรเจคต์สาขาสอง
 
 
 
 
กันยายน 2011
 
- เริ่มเปิดสาขาสอง ย้ายลูกค้าจากที่บ้านมารวมในออฟฟิศนี้ด้วยเลย
 
 
 
ตุลาคม 2011
 
- ระยะปรับตัว
 
 
 
พฤศจิกายน 2011
 
- กิลเบิร์ทพาลูกสาว(อลิเซีย)มาฝาก บอกว่าคงย้ายกลับมาถาวร
- กิลเบิร์ทกลับไปอเมริกา จัดการเรื่องยุ่งยุ่งที่คั่งค้าง
- อากิระติดต่อโรงเรียนให้อลิเซีย คิดว่าคงพาไปเรียนปีการศึกษาหน้า
- อา-หลานอยู่ในระยะปรับตัว
 
 
 
ธันวาคม 2011
 
- อา-หลานเข้ากันได้ดี
- ว่างว่าง อากิระจะพาอลิเซียไปกินไอศกรีมที่ Jacky Winter
- กิลเบิร์ทยังไม่กลับมา
- แต่โทรมาเกือบทุกวันนะ
 
 
 
มกราคม 2012
 
- ชีวิตเรียบเรื่อยไร้การเปลี่ยนแปลง
- ปลายเดือน กิลเบิร์ทติดต่อมาว่ากำลังจะกลับ 
- แม่ของอลิเซียเสียชีวิต
 
 
 
 
กุมภาพันธ์ 2012
 
- กิลเบิร์ทกลับบ้าน ลอยชายไปมา ยังไม่สมัครงาน
- กิลเบิร์ทบอกว่า "ช่วงเวลาพักร้อน"
 
 
 
 
 

[BCC] Bomb!!!

posted on 29 Apr 2012 21:23 by novacaine  in Blodwen
 
 
ก่อนหน้าการแข่งทำอาหาร Blodwen Cooking Contest จ้ะ 
 
 
 
 
 
 
"ร้อนเนาะ?"
 
คำเอ่ยที่ไม่บ่งชัดว่าเป็นประโยคบอกเล่าหรือคำถามกันแน่ฟังดูช่างสมเหตุสมผลเมื่อสองคนที่ยืนอยู่หน้าเตาเริ่มมีเหงื่อซึมผ่านชัดจนเสื้อยืดที่สวมใส่แนบติดลำตัว เอเดน ครูปิน พยักหน้ารับพร้อมส่งเสียงอืออาในลำคอเป็นเชิงเห็นด้วย ขณะที่คนชวนคุยแต่แรกอย่าง อากิระ เคนท์ ใช้ท่อนเเขนปาดเหงื่อบนหน้าผากลวกๆ ก่อนจะหยิบชิ้นส่วนที่เตรียมไว้ในชามพักขึ้นมาไว้ในมือ
 
"เดี๋ยวววววว"
 
เอเดน ลากเสียงยาว ทำให้มือที่ประคองชามพักชะงักพลางเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ คนตัวโตไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที แต่กลับหันซ้ายหันขวาก่อนจะคว้าเอาฝาหม้อแถวนั้นขึ้นมาถือ ทำเหมือนโล่ป้องกันตัว
 
"ปลอดภัยไว้ก่อน"
 
ชายหนุ่มทำเสียงจริงจังเสียจนอากิระอดหัวเราะออกมาไม่ได้
 
"ตามประสบการณ์...คุณว่ามันน่ากลัวขนาดนั้น?"
 
"ตามประสบการณ์...ผมยังไม่เคยลอง"
 
"ครั้งแรก?"
 
"คนเราก็ต้องมีครั้งแรกทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?"
 
"เห็นพ้อง" อากิระพยักรับ "แต่คนเราก็ต้องเดินไปข้างหน้า?"
 
"แบบปลอดภัยไว้ก่อน" เอเดนเสริม
 
"ปลอดภัยไว้ก่อน" อากิระผงกศรีษะก่อนจะวางชามพักลง และควานหาอะไรบางอย่างจากลิ้นชักเก็บอุปกรณ์เครื่องครัว แล้วกลับมาพร้อมตะเกียบคู่ยาว
 
"คงช่วยได้บ้าง" เธอบอกก่อนจะเริ่มคีบชิ้นเนื้อในชามพักลงกระทะที่เตรียมน้ำมันไว้พร้อม
 
.....................
...........
....
 
แล้วมันก็ตามมาด้วยเสียงระเบิดขนาดใหญ่
 
.
.
.
 
กิลเบิร์ต เคนท์ หยุดมองความวุ่นวายตรงหน้าแแค่ที่ประตูครัว
 
เสียงดังลั่นที่ได้ยินพร้อมเสียงร้องของน้องสาวเขาทำให้ชายหนุ่มที่กำลังงัวเงียลงมาจากชั้นสองต้องก้าวเท้ายาวๆ พรวดพราดลงมาถึงห้องครัวในพริบตาเดียว แต่ภาพตรงหน้าทำให้เขาหยุดชะงักเพียงแค่นั้น ไม่ก้าวล่วงอาณาเขตของสองพ่อครัว-แม่ครัวใหญ่อย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก
 
...และเริ่มต้นเปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังๆ อย่างหยุดไม่อยู่
 
"กิล!"
 
เสียงของอากิระบูดนิดๆ เมื่อเห็นพี่ชายตัวเองไม่มีทีท่าเข้ามาช่วยแม้แต่น้อย เสียงประทุของน้ำกับน้ำมันยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ดังเท่าครั้งแรกที่เธอจัดการหย่อน "ปลาหมึก" ลงไป
 
"หน้าตาไม่จืด"
 
กิลเบิร์ตเอ่ยทั้งที่ยังไม่หยุดส่งเสียงหัวเราะในลำคอ ไม่ได้พุ่งเป้าว่าใครเป็นพิเศษ...เพราะแท้จริงก็ตั้งใจพูดถึงทั้งเอเดนและอากิระอยู่แล้ว...เผลอๆ ยังแถมให้ของในกระทะอีกต่างหาก
 
อากิระนิ่วหน้า ก่อนจะวางชามพักลงบนโต๊ะเตรียมอาหาร ก่อนจะหันไปปรึกษาคนที่กระโดดเหยงหลบน้ำมันที่กระเด็นพร้อมกันเมื่อครู่
 
"เอาไงต่อ?"
 
"ถอยทัพ?"
 
"เสียดาย"
 
"งั้น...ไปต่อ"
 
"อือ"
 
ช่างเป็นการปรึกษาที่สั้นง่ายได้ใจความนัก...กิลเบิร์ต มองสองพ่อครัว-แม่ครัวที่เริ่มสุมหัวปรึกษาเรื่อง "ปลาหมึก" ในกระทะ ก่อนจะเป็นฝ่ายถอยทัพออกมาจากห้องครัวเสียเอง 
 
"กิล..."
 
เสียงงัวเงียของสาวน้อยในบ้านที่เดินไต่บันไดลงมา ทำให้กิลเบิร์ตที่ตั้งใจเดินไปห้องนั่งเล่นต้องหันกลับมาส่งยิ้มกว้างขวางให้
 
"ตื่นแล้วหรือ คนเก่ง?"
 
"เสียงอะไรคะ?"
 
"คุณน้าทำระเบิดอยู่น่ะ" คนเป็นพ่อตอบหน้าตาเฉย เรียกสีหน้างงๆ จากอลิเซียเป็นอย่างดี
 
"ระเบิด?"
 
"ที่มันส่งเสียง [ตู้มมมม] เหมือนในทีวีไงคะ"
 
"แล้ว...คุณน้าทำระเบิดทำไมคะ?"
 
กิลเบิร์ตหัวเราในลำคอก่อนจะอุ้มลูกสาวขึ้นไว้ในอ้อมแขน ไออุ่นจากร่างกายเล็กๆ นั้นทำให้ชายหนุ่มกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย
 
"ก็เพราะ..."
 
"กิล!"
 
เสียงที่ดังไล่หลังมา ทำให้ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆ อีกครั้ง และอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงน้องสาวตัวเองกำชับด้วยเสียงบูดๆ ไม่เลิก
 
"ลงมากิน [ระเบิด] เดี๋ยวนี้เลย!"
 
.
.
.
 
แล้วกิลเบิร์ตก็ได้แต่หวัง...
 
หวังว่ามันจะ [อร่อยระเบิด] ล่ะนะ
 
.
.
.
 
See you at [[Blodwen Cooking Contest]]
 
:)
 
 
 
 
 
 
Talk>>
 
- ด้นสด
- เพราะลืมเขียน...วางพล็อตไว้พักนึงแล้ว แต่งานทับ ขอสารภาพผิด ณ ตรงนี้ค่ะ
- อาจกลับมาแก้ไข เพราะยังไม่ได้ปรึกษาเนเน่เต็มที่จ้ะ ลงไปก่อน ให้ทันเส้นตาย ขอโทษนะเนเน่ orz
 
- ติดตามเมนูสมบูรณ์ที่บล็อก >>เดิ้น<< จ้ะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

[BT] Someone like you

posted on 07 Jan 2012 18:09 by novacaine  in Blodwen

[BT] Someone like you


 

*****************************

 

ความตายกับการมีชีวิตเปรียบเหมือนสองด้านของเหรียญ...

 

คำพูดนี้เป็นของ คาริล ยิบราล นักปราชญ์ นักปรัชญา หรืออะไรทำนองนั้น ผมเคยเห็นมันสกรีนบนเสื้อยืดสีขาวของเธอ ตัวอักษรสีดำเป็นเหลี่ยมมุมไร้ลวดลาย แต่พอมารวมๆ กันกลับมีเสน่ห์อย่างประหลาด และยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นเมื่อมันอยู่บนตัวของเธอ

 

ผมไม่เห็นเสื้อยืดตัวนั้นนานแล้ว แต่มาถึงตอนนี้ผมกลับคิดถึงประโยคที่สกรีนลงบนเสื้อตัวนั้นขึ้นมา คำพูดง่ายๆ แต่ก็เป็นความจริง...และมันได้ถูกเน้นให้ชัดด้วยสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

 

ป้ายหลุมศพของ ‘เธอ’

 

เธอสูดลมหายใจของโลกใบนี้เป็นครั้งสุดท้ายไปเมื่อราวปลายสัปดาห์ก่อน ช่วงที่หิมะเริ่มละลายและใบไม้เริ่มผลิบาน...ตรงตามคำเปรียบเปรย...ชีวิตและความตาย...สองฝั่งตรงข้ามของเหรียญ

 

ผมก้มหน้ามองป้ายหินตรงหน้าพลางนึกไปถึงเรื่องราวของเราสองคน...ผมไม่รู้เรื่องของเธอมากนัก อาจเพราะเราไม่ได้ “คบหา” กันอย่างจริงจัง แม้ว่าผมจะสนใจเธอจริง...และเราก็มีเซ็กส์กันหลายครั้ง แต่นั่นไม่ได้ทำให้เราคบหากัน

 

“คุณไม่ใช่คู่แท้ของฉันหรอก”

 

เธอเคยพูดแบบนั้น แล้วก็หัวเราะออกมาเหมือนเด็กๆ ผมชอบรอยยิ้มของเธอ เพราะฉะนั้นผมถึงยิ้มตามไปด้วย...หากให้คำนิยาม เราสองคนจึงเหมือนเพื่อน พี่น้อง หรือแม้แต่กระทั่งคู่นอนชั่วครั้งชั่วคราวตามความพึงพอใจเสียมากกว่า

 

เธอเป็นคนเอเชียที่เกิดในอเมริกา และชอบถ่ายภาพท้องฟ้า...บางครั้งเมื่อเธอรวบรวมภาพได้มากพอ เธอจะจัดแสดงภาพพวกนั้นสักครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้น...ครั้งแรกที่เราเจอกันจึงเป็นการเจอกันในงานจัดแสดงภาพของเธอ

 

“คุณดูไม่ใช่คนประเภทที่เดินเข้าแกลลอรี่”

 

เธอเคยทักผมไปแบบนั้น ไม่คิดเหรอว่าที่ที่ทุกคนเข้ามาเพียงเพื่อชื่นชมในบางสิ่งและแลกเสียงกระซิบกระซาบต่อกันมันมีเสน่ห์ ผมตอบง่ายๆ และคืนนั้นเราก็เริ่มกระโจนขึ้นเตียงแบบง่ายๆ

 

เธอมักจะไปๆ มาๆ บางครั้งหายไปเป็นปี...ระหว่างนั้นผมเองก็มีชีวิตของผม คบๆ เลิกๆ กับผู้หญิงที่ไม่ใช่คู่แท้ของผม...แน่นอนผมชอบพวกเธอ แต่พวกเธอมักจะเอาอารมณ์เกริ่นนำก่อนความคิด และเริ่มต้นหาเรื่องทะเลาะเมื่อคิดว่าผมเป็นของพวกเธอ

 

แต่ผมไม่ใช่ของใคร...และผมไม่ชอบความคิดแบบนั้น

 

จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอโทรมาหาผมจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ ในคืนที่มีหิมะแรกตกลงมาในนิวยอร์กพอดี เฮ้ เธอทักผมด้วยน้ำเสียงแจ่มใส ฉันพาที่รักมาให้คุณรู้จัก 

 

ที่รักที่ว่าเป็นเด็กน้อยอายุขวบกว่าๆ แก้มขาวๆ กลายเป็นสีแดงเมื่อเจอกับไอหนาวแม้จะหุ้มห่อตัวเองด้วยเสื้อกันหนาวตัวหนาจนทำให้ร่างเล็กๆ กลมป๊อก

 

เด็กคนนั้นชื่อ “อลิเซีย”

 

.

.

.

 

เวลาผ่านไปนานนับจากคืนนั้น และผมพบว่าเธอกำลังจะตาย ซึ่งถ้าหากเป็นแบบนั้นอลิเซียจะถูกส่งไปสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ผมจึงเสนอตัวแทรกเข้ามาในชีวิตส่วนตัวของเธอทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน ขั้นตอนยุ่งยากไปนิด แต่ในที่สุด อลิเซียก็กลายเป็นลูกสาวของผมโดยสมบูรณ์

 

ผมพาอลิเซียไปหาอากิระ อธิบายสถานการณ์สั้นๆ ซึ่งน้องสาวของผมก็ไม่ได้ถามอะไรมาก และยินดีรับฝาก “หลานสาว” คนใหม่โดยไม่ได้บ่นอะไร ส่วนผมกลับมาที่นิวยอร์ก...ยื่นใบลาออกจากงานที่กำลังไปได้สวย แต่ในเมื่อผมเกลียดการเมืองในระดับบริหาร การเดินจากมาในช่วงนี้จึงเป็นจังหวะที่พอเหมาะพอดี

 

และผมก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับการเฝ้าดูวาระสุดท้ายของชีวิตเธอ

 

.

.

.

 

ผมก้มหน้าดูป้ายหลุมศพของเธอ ก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู พลางนึกถึงความรู้สึกของพ่อ ตอนที่มองดูหลุมศพของอาคริสทีน...ผมว่าตอนนี้ผมก็รู้สึกไม่ต่างกับพ่อในตอนนั้น บางทีนี่อาจจะเป็นคำสาปของเราสองคนพ่อลูกก็ได้ ที่จะสูญเสียอะไรบางอย่าง และได้รับอะไรบางอย่างเป็นสิ่งทดแทน...แม้มันจะไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมดก็ตาม

 

หากจะถามว่าผมรักเธอไหม ผมคงตอบไม่ได้...ผมยังไม่เคยรู้สึก “รัก” ใครจริงๆ และบางทีคู่แท้ของผมอาจยังไม่มาเกิด แต่ที่แน่ๆ การละทิ้งโลกใบนี้ไว้เบื้องหลังของเธอก็ทำให้ผมรู้สึกเศร้า...ลึก...เกินกว่าจะบรรยายได้

 

เข็มนาฬิกาเคลื่อนบอกเวลาที่ผมต้องไป...ผมกำลังจะไปขึ้นเครื่องบินที่จะละทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง และส่งผมกลับบลอดเวน กลับไปใช้จังหวะชีวิตช้าๆ พร้อมกับทำตัวเป็นพ่อที่ดีให้กับลูกสาวของผม เหมือนอย่างที่พ่อของผมเคยทำตอนที่ดูแลผมกับอากิระขึ้นมา

 

และผมหวังว่าผมจะทำได้ดีเหมือนอย่างที่พ่อของผมทำ...

 

.

.

.

 

Fin.